นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยถึงการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีเงินได้นิติบุคคลจากบริษัทต่างชาติ ที่เข้ามาหารายได้ในประเทศ โดยไม่ได้เข้ามาตั้งสำนักงานหรือออฟฟิศในไทย ว่า ขณะนี้ยังติดเงื่อนไขของการเป็นประเทศสมาชิกสนธิสัญญาภาษีซ้อน ที่ระบุให้นิติบุคคลเสียภาษีให้เพียงประเทศเดียว ณ ที่ตั้งออฟฟิศหรือสำนักงาน ซึ่งประเด็นนี้ทำให้หลายประเทศอยู่ระหว่างการหาทางออกร่วมกัน โดยมีองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (Organization for Economic Co-operation and Development) หรือ OECD เป็นคนกลางในการเจรจาหาทางออกร่วมกัน

ขณะที่ความคืบหน้าการบังคับใช้กฎหมายอี-เซอร์วิส ซึ่งจะมีผลบังคับใช้วันที่ 1 ก.ย.64 นั้น ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการออกกฎหมายลูก ล่าสุดกรมได้เชิญผู้ประกอบการ อาทิ กูเกิล, เฟซบุ๊ก, แอปเปิล, ไลน์ มาหารือเพื่อวางแนวทางร่วมกัน และหลังจากนั้นจะหารือกับสถานทูต และหอการค้าต่างประเทศ เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกัน ส่วนกรณีความกังวลว่าผู้ประกอบการจะผลักภาระไปให้ผู้บริโภคนั้น ขึ้นอยู่กับธุรกิจและแข่งขัน ซึ่งกรมสรรพสามิตไม่สามารถเข้าไปบังคับได้ พร้อมยืนยันกฎหมายฉบับนี้มีขึ้นเพื่อสร้างความเป็นธรรมในการเสียภาษี มีผลบังคับใช้ในผู้ประกอบการที่ให้บริการอี-เซอร์วิสจากต่างประเทศ ได้แก่ ให้บริการดาวน์โหลด หนัง ภาพยนตร์ เพลง เกม สติกเกอร์ นายหน้า สื่อโฆษณา แพลตฟอร์มต่างประเทศที่ให้บริการในประเทศไทย เช่น แอปเปิล, กูเกิล, เฟซบุ๊ก, เน็ตฟลิกซ์, ไลน์, ยูทูบ, ติ๊กต่อก และอื่นๆ มีรายได้จากการให้บริการเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี โดยจะต้องจดทะเบียนเป็นผู้ประกอบการภาษีมูลค่าเพิ่ม มีหน้าที่ยื่นแบบและนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มให้กับกรมสรรพากรเช่นเดียวกับผู้ประกอบการในประเทศ คาดว่าจะจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ได้เพิ่มขึ้นปีละ 5,000 ล้านบาท.

credit : https://www.thairath.co.th/news/business/market-business/2037245